GREATBESTLEGAL.COM กฎหมายธุรกิจสถาบันการเงิน
  • HOME
  • BLOG: GB Legal Issues

"ต้นไม้ยืนต้น ปลูกในที่ดินของใคร เป็นของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น"

3/30/2023

0 Comments

 
Picture
ทองแท้และทองอ้นเป็นพี่น้องกัน มีที่ดินติดกัน 

ในช่วงที่ทองอ้นไปเรียนหมอ  ทองแท้เห็นว่าดินในที่ดินของทองอ้น เป็นดินคุณภาพดี น่าจะทำให้ต้นสักที่ตนจะปลูกเจริญงอกงาม  จึงได้ปลูกต้นสักจำนวน ๑๐๐ ต้น ลงในที่ดินของทองอ้น

เวลาผ่านไป จนทองอ้นเรียนใกล้จบ แต่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าเทอม จึงได้ทำสัญญาขายที่ดินแปลงของตนให้กับแพท 

คำถามคือ แพทต้องคืนต้นสักจำนวน ๑๐๐ ต้น ให้ทองแท้หรือไม่

เรื่องนี้ เป็นไปตามกฎหมายแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ที่ว่า
ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่ ซึ่งหมายความว่า ไม้ยืนต้นนั้น เป็นของเจ้าของที่ดินที่ไม้นั้นปลูกอยู่

ดังนั้น ในกรณีนี้  ต้นสักจำนวน ๑๐๐ ต้นดังกล่าว จึงตกเป็นของแพทเจ้าของที่ดิน

ขอบคุณคุณทองแท้ คุณทองอ้น และคุณแพท จากละครหมอหลวงครับ
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"การปิดบังทรัพย์มรดก เป็น trigger ของการถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก"

3/30/2023

0 Comments

 
Picture
ปานรุ้ง มีลูก ๒ คน ได้แก่ ปานวาดและปานเทพ ในขณะที่ชูนามสามีของปานรุ้งได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

ต่อมา ปานรุ้งเสียชีวิต โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ มีทรัพย์มรดกเป็นบ้านและที่ดินที่ถนนสุขุมวิท ๑ หลัง และคอนโดแถวสาทรหนึ่งห้อง และเงินฝากธนาคาร ๓๐ ล้านบาท

ปานวาดซึึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาล ได้เข้ามาจัดการทรัพย์มรดก แต่....ได้ไปจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกให้แก่ตนเพียงผู้เดียวโดยปานเทพไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอม และได้นำบ้านและที่ดินดังกล่าวไปจำนองหนี้ของโดม สามีของตน

พอปานเทพรู้เรื่่องนี้ ได้ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินมรดก และขอให้สั่งให้กำจัดปานวาดจากการรับมรดก

ประเด็นเรื่องกำจัดไม่ให้รับมรดก เป็นไปตามกฎหมายแพ่งมาตรา ๑๖๐๕ ที่บัญญัติว่า "
ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น"

ซึ่งเรื่องนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษาวางแนวไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๑/๒๕๖๕ ไวัดังนี้
๑.ทั้งปานเทพและปานวาด เป็นทายาทโดยธรรมในทรัพย์มรดกของปานรุ้ง
๒.ปานวาดรู้ว่าปานเทพเป็นทายาทโดยธรรมของปานรุ้ง มีสิทธิได้รับมรดกเช่นเดียวกับตน
๓.ไม่มีมูลเหตุใดที่ทำให้ปานวาดสำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว
๔.ไม่อาจถือได้ว่าปานวาดมีเจตนาจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ปานเทพในภายหลัง เพราะกลายเป็นว่าต้องกระทำ ๒ ทอด และเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนถึง ๒ ครั้ง
๕.การนำที่ดินและบ้านดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนอง มีผลก่อเกิดทรัพสิทธิจำนองในที่ดินและบ้านดังกล่าว
ดังนั้น การที่ปานวาดในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านเป็นของตนเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งปันให้ปานเทพและนำไปจดทะเบียนจำนองโดยปานเทพไม่ได้รู้เห็นยินยอม ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของปานเทพซึ่งเป็นทายาท จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเลย
​
อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๑/๒๕๖๕ , คำพิพากษาฎีกาประจำพุทธศักราช ๒๕๖๕ ตอนที่ ๔, เนติบัณฑิตยสภา, หน้า ๙๐๑.
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"งบการเงินที่ระบุเรื่องเงินให้กู้ไว้  ใช้ฟ้องศาลเพื่อบังคับผู้กู้ไม่ได้"

3/29/2023

0 Comments

 
Picture
บริษัทดารารัศมี มีกรรมการ ๓ คน ได้แก่ สมิง ศรีนวล และเลอสรร  

บริษัทได้ให้กู้แก่สมิง ๑ ล้าน ๕ แสนบาท  โดยไม่ได้มีการทำหนังสือสัญญาอะไรทั้งสิ้น  

พอครบกำหนดตามสัญญา สมิงไม่คืนเงินกู้ให้บริษัท  บริษัทจึงฟ้องให้สมิงรับผิด  โดยนำงบการเงินของบริษัทที่ระบุในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนว่า "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ ๑ ล้าน ๕ แสนบาท"  ซึ่งสมิง ศรีนวล และเลอสรร ลงนามรับรองในฐานะกรรมการของบริษัท

จะถือว่างบการเงินที่มีข้อความดังกล่าว เป็นหลักฐานการให้กู้ยืมเป็นหนังสือได้หรือไม่

อันนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า การกู้ยืมเงินตั้งแต่ ๒ พันบาทขึ้นไป  ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้กู้  มิฉะนั้น  เจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับลูกหนี้ผู้กู้ไม่ได้ (กฎหมายแพ่ง มาตรา ๖๕๓)

คำถามคือ งบการเงินของบริษัทที่มีข้อความว่ามีการให้กู้ยืมแก่กรรมการ  และมีกรรมการลงนามรับรอง (โดยคนหนึ่งก็คือผู้กู้)  จะถือเป็นหลักฐานตามมาตรา ๖๕๓ ได้หรือไม่

ศาลได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘/๒๕๖๕ ว่า
๑.หลักฐานแห่งการกู้ยืม ต้องมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลใดดเป็นผู้กู้ยืม กู้ยืมกันเป็นจำนวนเท่าใด และผู้กู้ได้ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าว
๒. แม้งบการเงินที่มีข้อความดังกล่าว ถือว่าเป็น "หลักฐานเป็นหนังสือ" ได้  แต่....ข้อความในงบการเงินดังกล่าวไม่ได้แสดงว่ากรรมการคนใดเป็นคนกู้  
๓. ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่า งบการเงินตามปัญหาที่สมิง ศรีนวล และเลอสรร เป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่จะบังคับให้สมิงรับผิดได้
​
ขอบคุณตัวละครจากละครเรื่องเลือดเจ้าพระยาครับ
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"ผู้เช่าช่วงโดยไม่มีสิทธิ ไม่ถือว่ากระทำละเมิดแก่ผู้ให้เช่า"

3/27/2023

0 Comments

 
Picture
ขอนำเรื่องตาม GreatBest ฉบับเมื่อวาน มาเล่าใหม่ แต่เป็นคนละประเด็นละกันนะครับ

เกียรติและกรณ์ สองพ่อลูก ได้ทำสัญญาเช่าบ้านจากรีณ่า โดยกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาไว้ ๓ ปี   ในสัญญาห้ามผู้เช่านำบ้านไปให้เช่าช่วงต่อ

สองพ่อลูกได้อยู่ในบ้านหลังนี้ได้ ๒ ปี  ก็ประสงค์จะย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้  แต่เนื่องจากสัญญากำหนดการเช่าไว้ ๓ ปี  ทำให้ไม่สามารถขอเลิกสัญญาได้   เกียรติและกรณ์จึงได้ให้มิกิ เช่าบ้านหลังดังกล่าวต่ออีก ๑ ปี

ปรากฏว่า พอรีณ่าทราบเรื่อง  ก็ได้มีหนังสือแจ้งให้เกียรติและกรณ์ทราบว่า ทั้งสองผิดสัญญาเช่า ขณะที่ได้มีหนังสือแจ้งให้มิกิออกจากบ้านหลังดังกล่าว และเรียกค่าเสียหายจากมิกิฐานละเมิด เนื่องจากเข้ามาอยู่ในบ้านของรีณ่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรีณ่า

มิกิต้องจ่ายค่าเสียหายให้รีณ่าหรือไม่

ศาลฎีกาได้พิพากษาในเรื่องทำนองดังกล่าวไว้ดังนี้
๑.เมื่อข้อสัญญาเช่ากำหนดว่า ผู้เช่าจะโอนสิทธิการเช่าหรือนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงไม่ได้  การที่กรณ์และเกียรติ นำบ้านออกไปให้มิกิเช่าช่วง  จึงผิดสัญญาเช่า
๒.แม้มิกิทำสัญญาเช่าช่วงบ้านจากเกียรติและกรณ์  และได้ใช้ประโยชน์ในบ้านดังกล่ว  แต่ก็เป็นการอยู่และใช้ประโยชน์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วง  ซึ่งมีผลเพียงว่าเมื่อเกียรติและกรณ์ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง มิกิก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในบ้านดังกล่าวอีกต่อไป แต่ก็ไม่ทำให้การกระทำของมิกิกลายเป็นการทำละเมิดต่อรีณ่า

ดังนั้น มิกิจึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่รีณ่าแต่อย่างใด

จาก <http://deka.supremecourt.or.th/search/index/2>
อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๙๗/๒๕๖๕

ขอบคุณตัวละครจากใต้เงาตะวันมาอีกครั้งนะครับ

-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๘ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"เช่าบ้านเกิน ๓ ปี อยู่ไปได้ปีครึ่ง ผู้ให้เช่าบอกเลิกการให้เช่าก่อน ๓ ปีไม่ได้นะจ๊ะ"

3/27/2023

0 Comments

 
Picture
เกียรติและกรณ์ สองพ่อลูก ได้ทำสัญญาเช่าบ้านจากรีณ่า โดยกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาไว้ ๕ ปี โดยไม่ได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

สองพ่อลูกได้อยู่ในบ้านหลังนี้ได้ ๒ ปี รีณ่าได้รับการติดต่อจากฉาย บิดาของเธอว่า กมลาสน์ ป้าของเธอ ต้องการอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ และฉายไม่สามารถปฏิเสธได้

รีณ่าจึงมีหนังสือถึงเกียรติและกรณ์ เพื่อบอกเลิกสัญญาเช่า และขอให้ย้ายออกจากบ้านหลังที่เช่าภายใน ๑ เดือน

เกียรติและกรณ์ ไม่ย้ายออกตามเวลาที่รีณ่ากำหนด รีณ่าจึงฟ้องขับไล่สองพ่อลูกออกจากบ้านหลังดังกล่าว
อย่างนี้ ใครจะชนะคดีกันเนี่ย

ดูเผิน ๆ สัญญาที่คู่สัญญาได้ตกลงกัน น่าจะบอกเลิกสัญญาได้ก่อนเวลา โดยแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
แต่กับสัญญาเช่าบ้าน ไม่ใช่แบบนั้นครับ

ศาลได้พิพากษาเรื่องทำนองดังกล่าวไว้ดังนี้ครับ
๑. มาตรา ๕๓๘ กฎหมายแพ่ง กำหนดว่า ถ้าเช่าอสังหาริมทรัพย์กว่า ๓ ปีขึ้นไป ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะฟ้องร้องบังคับได้เพียง ๓ ปี
๒.ถือว่าการเช่าใน ๓ ปีแรก เป็นการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา
๓.การที่รีณ่าบอกเลิกสัญญาหลังจากที่มีการเช่าไปแล้ว ๒ ปี ถือว่ารีณ่าประสงค์บอกเลิกสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา รีณ่าจึงไม่สามารถบอกเลิกสัญญาก่อน ๓ ปีได้

อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓/๒๕๔๖
​

ปล.ขอบคุณตัวละครจากเรื่องใต้เงาตะวันครับ
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๗ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"ทำสัญญากู้เงินเขามา แต่ยังไม่ได้รับเงิน ยังไม่ถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญากู้"

3/26/2023

0 Comments

 
Picture
​
​อัคริมา นักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง มีความเดือดร้อนเรื่องเงินที่ต้องจ่ายค่าเทอมในการเรียนแพทย์ปีสุดท้าย จึงได้ไปขอยืมเงินจากคุณแม้นวาด เศรษฐินีประจำตำบลที่อัคริมาอาศัยอยู่

คุณแม้นวาดตกลงให้อัคริมายืมเงินจำนวนที่อัคริมาต้องการ และให้เธอเซ็นสัญญาในฐานะผู้กู้ไว้ด้วยในวันดังกล่าว โดยได้บอกอัคริมาว่า จะโอนเงินให้ทางเบอร์พร้อมเพย์ที่อัคริมาได้ให้ไว้ในสัญญา

ปรากฏว่า อัคริมาไม่ได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด แต่คุณแม้นวาดกลับนำสัญญากู้มาฟ้องอัคริมา ขอให้ชำระหนี้เงินกู้

ดังนี้ อัคริมาจะต้องรับผิดตามสัญญากู้ที่เธอได้ลงนามไว้หรือไม่

สัญญากู้ยืมเงิน ถือเป็นสัญญา "ยืมใช้สิ้นเปลือง" ตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งมีหัวใจสำคัญที่ทำให้สัญญา "บริบูรณ์" คือ จะต้องมีการ "ส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม" ตามมาตรา ๖๕๐ ที่บัญญัติว่า "อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม"

ดังนั้น เมื่ออัคริมาไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้ดังกล่าวจึงไม่บริบูรณ์ตามมาตรา ๖๕๐ วรรคสอง เนื่องจากจึงถือไม่ได้ว่าอัคริมาเป็นหนี้และต้องรับผิดต่อคุณแม้นวาดตามสัญญากู้ดังกล่าว

อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๕๓๗/๒๕๕๗

​ปล.ขอบคุณคุณอัคริมาและคุณแม้นวาด จากละคร "หมอหลวง" ที่มาเป็นตัวละครใน GreatBest ฉบับนี้ครับ
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๖ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"Work from Anywhere & คุ้มครองแรงงาน"

3/24/2023

0 Comments

 
Picture
ปัจจุบัน มาตรา ๒๓ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดหลักการเกี่ยวกับชั่วโมงทำงานไว้ดังนี้ครับ
๑. ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติให้ลูกจ้างทราบ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันของลูกจ้างได้ไม่เกินเวลา
ทำงานของแต่ละประเภทงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่วันหนึ่งต้องไม่เกิน ๘ ชั่วโมง
๒. ในกรณีที่เวลาทำงานวันใดน้อยกว่า ๘ ชั่วโมงนายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันให้นำเวลาทำงานส่วนที่เหลือนั้นไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงาน
ปกติอื่นก็ได้ แต่ต้องไม่เกินวันละ ๙ ชั่วโมงและเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๔๘ชั่วโมง
๓. แต่ถ้างานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องมีเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกิน ๗ ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๔๒ ชั่วโมง
๔. ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้นำเวลาทำงานส่วนที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงานปกติอื่นเกินกว่าวันละ ๘ ชั่วโมง ให้นาย
จ้างจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า ๑.๕ เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้างรายวันและลูกจ้างรายชั่วโมง
หรือไม่น้อยกว่า ๑.๕ เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้ในชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน
๕. ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจประกาศกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกิน ๘ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง

แต่เดี๋ยววันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๖ กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยเพิ่มหลัก "work from anywhere" ไว้ในกฎหมายดังกล่าวครับ

โดยได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติใหม่เป็นมาตรา ๒๓/๑ โดยมีหลักการดังนี้ คือ

๑) นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงให้ลูกจ้างนำงานในทางการที่จ้างหรือที่ตกลงไว้กับนายจ้างซึ่งมีลักษณะหรือสภาพของงานที่ลูกจ้างสามารถ
ปฏิบัติงานนอกสถานประกอบกิจการหรือนอกสำนักงานของนายจ้างได้โดยสะดวกให้ลูกจ้างนำงานดังกล่าวไปทำที่บ้านหรือที่พักอาศัยของลูกจ้าง หรือตกลงให้ลูกจ้างทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ ได้
๒) กฎหมายกำหนดเหตุในการที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันข้างต้นไว้ ๒ เหตุ ได้แก่ (๑) เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของนายจ้าง และเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของลูกจ้าง หรือ (๒) ในกรณีมีความจำเป็น
๓) กฎหมายกำหนดเพิ่มเติมวิธีการที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันไว้ว่า
   (ก) ให้นายจ้างจัดทำเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง
       (ข) ทั้งสองฝ่ายอาจตกลงให้มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
             (๑) ช่วงระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการตกลง
             (๒) วัน เวลาทำงานปกติ เวลาพัก และการทำงานล่วงเวลา
             (๓) หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด รวมทั้งการลาประเภทต่าง ๆ
             (๔) ขอบเขตหน้าที่การทำงานของลูกจ้างและการควบคุมหรือกำกับการทำงานของนายจ้าง
             (๕) ภาระหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ที่จำเป็น อันเนื่องจากการทำงาน
๔) สำคัญที่สุด (ในความเห็นของ admin) คือ
       (ก) เมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือสิ้นสุดการทำงานตามที่
นายจ้างมอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าในทางใด ๆ กับนายจ้าง หัวหน้างาน
ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างได้ให้ความยินยอมโดยทำหนังสือไว้ล่วงหน้าก่อน (โดยในส่วนนี้ ปรากฏข้อมูลในบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรว่า เป็นหลักการของกฎหมายต่างประเทศ ที่กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารหลังสิ้นสุดการงาน (Roght to disconnect) เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกจ้าง ซึ่งสามารถตกลงยกเว้นสิทธินี้ได้ https://lis.parliament.go.th/.../mod03_20220822135444.pdf)
และ
     (ข) ลูกจ้างซึ่งทำงานที่บ้าน หรือที่พักอาศัย หรือทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ มีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง
เหตุผลหลัก ๆ ที่กำหนดไว้ในหมายเหตุท้ายกฎหมายดังกล่าว ก็คือ เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของลูกจ้างและเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของนายจ้าง ตลอดจนมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิง

อ่านกฎหมายฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ https://ratchakitcha.soc.go.th/.../140A020N0000000005600.pdf

-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๕ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"ขับรถโดยประมาท ชนแผงขายของ ของในแผงนั้นถูกขโมย คนประมาทต้องรับผิด"

3/24/2023

0 Comments

 
Picture
บัวขับรถด้วยความมึนเมาออกจากร้านข้าวต้มรอบดึก จนวิ่งมาถึงตลาดโต้รุ่ง รถได้เสียหลักพุ่งเข้าชนแผงขายเสื้อผ้าของทองอ้น จนแผงเสื้อผ้าของทองอ้นพัง เสื้อผ้าที่แขวนไว้ขาย ร่วงหล่นมาที่พื้นทั้งหมด เกิดการชุลมุนจากการหลบหนีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอาศัยความชุลมุนดังกล่าวได้หยิบฉวยเอาเสื้อผ้าที่ทองอ้นวางขายเป็นจำนวนมาก ทำให้ทองอ้นเสียหายทั้งแผงพัง เสื้อผ้าหาย และทองอ้นได้รับบาดเจ็บ

ทองอ้นจึงเรียกค่าเสียหายจากบัวจำนวน ๑ แสนบาท เพื่อเป็นค่าแผงเสื้อผ้าที่พังและต้องมีการซ่อมแซม ค่ารักษาพยาบาลของทองอ้น และค่าเสื้อผ้าที่หายไป

บัวยอมรับที่จะจ่ายค่าเสียหายในการซ่อมแซมแผงและค่ารักษาพยาบาลของทองอ้น แต่ไม่ชำระค่าเสื้อผ้าที่หายไป โดยอ้างว่า การที่เสื้อผ้าที่ทองอ้นวางขายสูญหายไป เนื่องจากมีคนลักขโมย ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุที่บัวก่อให้เกิดขึ้น

กรณีนี้ ศาลฎีกาได้วางแนวในเรื่องดังกล่าวไว้ว่า
๑. การที่เสื้อผ้าที่เป็นสินค้าที่ทองอ้นวางขายถูกขโมยไปนั้น เกิดขึ้นเพราะเป็น "ผลโดยตรง" จากความผิดของบัวที่ขับรถโดยประมาทจนทำให้รถเสียหลักไปชนแผงเสื้อผ้าของทองอ้น ซึ่งถ้ารถไม่ชน เสื้อผ้าก็คงไม่ถูกขโมยในที่เกิดเหตุ
๒.นอกจากนี้ หากมองว่าการที่เสื้อผ้าถูกขโมย เป็นเรื่องของ "เหตุแทรกแซง" ที่เกิดขึ้น ก็เป็น "เหตุแทรกแซงที่วิญญูชนทั่วไปคาดหมายได้" เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็จะมีชาวบ้านรวมทั้งประชาชนลงไปมุงดูเหตุการณ์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บ รวมทั้งอาจมีคนไม่ดีซึ่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นถือโอกาสหยิบฉวยเอาทรัพย์สินสิ่งของที่ตกหล่นไปได้ ถือว่าเป็นผลใกล้ชิดสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจากการขับรถโดยประมาทเลินเล่อของบัว

บัวจึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการที่เสื้อผ้าที่ทองอ้นวางขาย ถูกลักขโมยไปเนื่องจากความปรระมาทเลินเล่อของบัว

อ้างอิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๙๗๓-๗๙๗๕/๒๕๔๘
​
ปล.ขอบคุณตัวละครจาก "หมอหลวง" ครับ
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๔ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"ผู้จำนองต้องระวัง!!! เพราะแม้หนี้ประธานขาดอายุความ ก็ยังต้องรับผิดนะจ๊ะ"

3/22/2023

0 Comments

 
Picture


แลเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ เจตต์กู้ยืมเงินจากอังกาบจำนวน ๒ ล้านบาท โดยมีกานดานำบ้านและที่ดินมาจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าว


เจตต์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จนเวลาล่วงเลยไปจนถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ อังกาบจึงฟ้องศาลเพื่อขอให้บังคับเจตต์ให้ชำระหนี้ และขอให้บังคับจำนองบ้านและที่ดินของกานดา

กรณีนี้ อังกาบสามารถฟ้องได้หรือไม่

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ
๑. อายุความหนี้กู้ยืมเงินมีระยะเวลา ๑๐ ปี (กฎหมายแพ่ง มาตรา ๑๙๓/๓๐) ซึ่งถ้าไม่ได้ฟ้องภายในระยะเวลาดังกล่าว หนี้ดังกล่าวขาดอายุความ (มาตรา ๑๙๓/๙) --> ดังนั้น ในกรณีนี้ อังกาบจึงไม่สามารถฟ้องศาลเพื่อขอให้บังคับเจตต์ชำระหนี้กู้ยืมได้ เพราะหนี้ขาดอายุความแล้ว
๒. อย่างไรก็ดี แม้หนี้กู้ยืมของนายเจตต์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่นางกานดาผู้รับจำนองก็ยังไม่พ้นผิดโดยไม่สามารถอ้างเรื่องอายุความได้ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา ๗๔๕ อังกาบจึงฟ้องบังคับจำนองบ้านและที่ดินของกานดาได้ แต่อย่างไรเสีย จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า ๕ ปีไม่ได้

ปล.ขอบคุณตัวละครจากเรื่องสร้อยนาคีครับ


-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖
0 Comments

"ธนาคารรับฝากเงินจากผู้ฝาก แล้วพนักงานยักยอกไป ใครเป็นผู้เสียหาย"

3/22/2023

0 Comments

 
Picture
จากกรณีที่เล่าในฉบับเมื่อวาน นางศรีนวลได้ฝากเงินไว้กับธนาคาร SV จำนวน ๑ ล้านบาท

ปรากฏว่า นายสมิง สมุห์บัญชี ได้แอบปลอมลายมือชื่อของนางศรีนวล และทยอยถอนเงินจากบัญชีของนางศรีนวล ออกไปเป็นสิบ ๆ ครั้ง ครั้งละ ๑ หมื่นบาท รวมเป็นเงินกว่า ๑ แสนบาท

เงินที่ถูกยักยอกไป เป็นเงินของใคร และใครที่จะเป็นผู้เสียหายที่จะสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้

เรื่องนี้ ศาลได้วินิจฉัยไว้ว่า เงินทีนางศรีนวลฝากไว้กับธนาคาร SV ตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของธนาคาร SV ไม่ใช่ของนางศรีนวลนะครับ โดยธนาคาร SV มีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่นางศรีนวลฝากไว้เท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ นางศรีนวลมีเพียงสิทธิเรียกร้องในการถอนเงินคืนเท่านั้น

ดังนั้น ธนาคาร SV จึงมีสถานะเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษในคดียักยอกดังกล่าว


อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๘๑๙/๒๕๕๒
-----------------------------------
Great&Best Legal Knowledge Sharing
๒๒ มีนาคม ๒๕๖๖ 
0 Comments
<<Previous
    ปุกาศ ปุกาศ
    Blog นี้ เป็นส่วนต่อยอดมาจาก ที่ admin เขียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ใน fanpage  ผู้อ่านสามารถติดตามฉบับย้อนหลังได้ที่ ​https://www.facebook.com/Englawgreatbest ครับ

    Archives

    April 2025
    March 2025
    February 2025
    January 2025
    November 2023
    October 2023
    September 2023
    August 2023
    July 2023
    June 2023
    May 2023
    April 2023
    March 2023
    February 2023

    Categories

    All

    RSS Feed

Greatbestlegal
  • HOME
  • BLOG: GB Legal Issues