|
GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๗๑)
"ละเมิดกฎหมายอาญา อาจจะมีเหตุยกเว้นความรับผิด หรือเหตุที่ไม่ต้องรับโทษได้" เมื่อวาน fanpage ที่เคารพ ได้สอบถามเรื่องการกระทำความผิดอาญาเพราะมีเหตุที่จะป้องกันตัว วันนี้ ก็เลยขอเล่าปูเรื่องถึงหลักในการกระทำความผิดทางอาญา ก่อนที่พรุ่งนี้ จะเล่าถึงกรณีที่อาจจะถือว่าไม่มีความผิด หรือไม่ต้องรับโทษทางอาญา และเจาะลึกในเรื่องเหตุต่าง ๆ ตามกฎหมาย การจะถือว่ากระทำความผิดอาญา นั้น จะต้องเป็นไปตามหลักดังนี้ครับ ๑. การกระทำนั้นครบ "องค์ประกอบ" ของความผิด ๒. องค์ประกอบนั้น มีทั้ง "องค์ประกอบภายนอก" ตามที่กฎหมายกำหนด และ "องค์ประกอบภายใน" ๓. องค์ประกอบภายนอก จะต้องดูตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ กฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดไว้ว่า "ผู้ใด" + "เอาไป" + "ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย" หากนายโฮ่งถูกกล่าวหาว่าทำผิดฐานลักทรัพย์ ก็ต้องพิสูจน์ให้ครบองค์ประกอบว่า นายโฮ่งเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ๔. องค์ประกอบภายใน ปกติแล้ว คือ ต้องมีเจตนา คือ รู้ถึงการกระทำผิดนั้น + ประสงค์ต่อผล (ตั้งใจให้ผลเกิด เช่น ลักทรัพย์ ก็ตั้งใจเอาไป) /เล็งเห็นผล (ไม่ตั้งใจขนาดนั้น แต่ก็เล็งเห็นได้ว่าอาจจะเกิดผลนั้นได้ เช่น กราดยิง ไม่ได้ตั้งใจให้ใครตาย แต่ก็เล็งเห็นได้ว่า การกราดยิงนั้น ต้องมีคนตายแน่) แต่ในบางเรื่อง กฎหมายก็กำหนด "เจตนาพิเศษ" เช่น โดยทุจริตไว้ ก็ต้องพิสูจน์ถึงเจตนาทุจริตด้วย นอกจากนี้ ในบางกรณี กฎหมายกำหนดว่าประมาทก็ผิด อย่างนี้ แม้ประมาทก็ต้องรับผิดทางอาญา เช่น ประมาททำให้คนตาย เป็นต้น ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖
0 Comments
GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๗๐)
"ครม.มีความรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน" เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่า เวลาที่ ครม.บริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายกำหนดไว้เลยนะครับว่า "ครม. มีความรับผิดชอบรวมกัน" อันนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคหนึ่งเลย คำถาม คือ คำว่ามีความรับผิดชอบร่วมกัน มีความมุ่งหมายและมีความหมายอย่างไร อันนี้ ได้ถูกอธิบายไว้ใน "ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐" จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า หลักความรับผิดชอบร่วมกันดังกล่าว "มุ่งหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ในการใช้อำนาจบริหารที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านทางคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นการใช้อำนาจผ่านคณะบุคคล มิใช่ผ่านรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ในการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีจึงต้องดำเนินการตามความเห็นร่วมกัน หรือที่เรียกว่า “มติ” ของคณะรัฐมนตรี และเมื่อเป็นการบริหารราชการแผ่นดินร่วมกัน จึงย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกันในผลที่เกิดขึ้น ความเสียหายหรือความผิดพลาดใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง หากผลนั้นเกิดขึ้นต่อประเทศชาติหรือสังคมหรือประชาชนโดยทั่วไป คณะรัฐมนตรีย่อมต้องรับผิดชอบในทางการเมืองร่วมกัน จะอ้างว่าเป็นการกระทำของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง โดยคนอื่นมิได้ร่วมกระทำด้วยไม่ได้ เว้นแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีอาญา ผู้ที่มิได้ร่วมรู้เห็นหรือร่วมสนับสนุนด้วยก็อาจไม่ต้องรับผิดได้" 2562_ความมุ่งหมาย_คำอธิบาย_รธน_2560.pdf (parliament.go.th) หมายเหตุ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีก ไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติ หน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๙)
"คณะรัฐมนตรี มีจำนวนไม่เกิน ๓๕ ท่านนะครับ" เมื่อวานมีข่าวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ คำถามที่อาจจะมีคือ จะมีจำนวนรัฐมนตรีเท่าไหร่ก็ได้ใช่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่นะครับ เพราะจำนวนรัฐมนตรีได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ไว้ว่า จำนวนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จะต้องมีจำนวนไม่เกิน ๓๕ ท่าน (มาตรา ๑๕๘) และขณะนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของ รมต.โดยสำนักเลขา ครม. ซึ่งมาตรา ๑๖๐ ได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ รมต. ไว้ดังนี้ครับ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี (๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (๕) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (๖) ไม่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตามมาตรา ๙๘ (๗) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท (๘) ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๖ หรือมาตรา ๑๘๗ มาแล้วยังไม่ถึง ๒ ปีนับถึงวันแต่งตั้ง (โดยมาตรา ๑๘๖ เป็นเรื่องข้อห้ามเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและป้องกันมิให้ รมต. แสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่เพื่อตนเอง และหรือของผู้อื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และมาตรา ๑๘๗ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้เป็น รมต. ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรธุรกิจที่ รมต.มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการเข้ารับตำแหน่ง รมต.) ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๘)
"ซื้อขายเลือด นอกจากเป็นโมฆะ คนเจาะเลือด ผิดฐานทำร้ายร่างกายนะครับ" เมื่อวานคุยเรื่องขายเลือดเพื่อแลกกับเงิน ว่าตกเป็นโมฆะในทางแพ่ง และโปรยไว้ว่า หากมีการขายเลือดเกิดขึ้น คนที่เจาะเลือดมีความผิดอะไรหรือไม่ คนที่เจาะเลือดคนอื่น ชัดเจนว่าเป็นการ "ทำร้ายร่างกาย" อย่างชัดเจน และโดย "เจตนา" ด้วยนะ เพราะฉะนั้น ผิดฐานทำร้ายร่างกายแน่ ๆ (กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕) คำถามคือ ก็คนขายเลือดเขายินยอมให้เจาะ อย่างนี้ จะทำให้ความผิดของคนเจาะ หายไปหรือไม่ คำตอบคือ ไม่นะครับ เพราะไม่ว่าเขาจะยินยอมหรือไม่ การทำร้ายก็คือการทำร้าย คำถามต่อมาก็คือ คนที่ขายเลือด จะบอกตำรวจว่า เขาไม่เอาเรื่อง และยินดีที่จะยอมความ อย่างนี้ จะช่วยคนเจาะหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่นะครับ เพราะความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เขาถือว่าเป็น "ความผิดอาญาแผ่นดิน" ดังนั้น อาศัยการยอมความไม่ได้ อย่างไรซะ ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายคร๊าบบบ ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๗)
"ซื้อขายเลือด เป็นโมฆะ เพราะขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนนะครับ" เมื่อช่วงบ่าย ดูหนังเรื่อง "The Pursuit of Happiness" ซึ่งนำแสดงโดย Will Smith และ Jaden Smith ลูกชายของ Will มีฉากที่ Will ขายเลือดเพื่อแลกกับเงิน คำถามคือ ตามกฎหมายไทย ยอมรับการซื้อขายเลือดหรือไม่ อันนี้ ต้องพิจารณากฎหมายแพ่ง มาตรา ๑๕๐ ซึ่งบัญญัติว่า "การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ" การซื้อขายเลือดนั้น เท่าที่ admin ตรวจสอบกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ยังไม่พบว่ามีคำพิพากษาที่วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ดี ค่อนข้างจะชัดเจนว่า การซื้อขายเลือด ซื้อขายอวัยวะ เป็นสิ่งที่ยังไม่ยอมรับตามกฎหมายไทย เพราะมันเป็นเรื่องที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะการขายเลือดหรืออวัยวะ จะนำไปสู่ภัยต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้ที่ขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในต่างประเทศที่ยอมรับให้มีการซื้อขายเลือดได้ ก็เคยมีข่าวว่า มีคนขายเลือดแลกเงินทุกวัน จนสุดท้ายก็ไปพบว่าเสียชีวิต แล้วพรุ่งนี้ จะมาเล่าให้ฟังว่า แล้วหากมีการขายเลือดเกิดขึ้น คนที่เจาะเลือดมีความผิดอะไรหรือไม่ครับ ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๖)
"เหตุผลหนึ่งที่ ครม.ต้องแถลงนโยบาย คือเพื่อผูกมัด ครม. และบอกให้รัฐสภาติดตามทวงถามได้" เมื่อวาน เราคุยกันแล้วว่า ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เจ้ารับหน้าที่ คำถามคือ ทำไมกฎหมายจึงกำหนดไว้เช่นนั้น มีคำอธิบายปรากฏในเอกสาร "ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐" หน้า ๒๘๖ ว่า "การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ก็เพื่อให้รัฐสภาได้รับรู้ว่า คณะรัฐมนตรีจะมีแนวนโยบายอย่างใดในการบริหารราชการแผ่นดิน และหากเห็นควรเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรจะได้มีการอภิปรายหรือแถลงชี้แจงเสียก่อนที่จะเริ่มเข้าบริหารราชการแผ่นดิน แนวนโยบายที่แถลงไว้ดังกล่าว นอกจากจะผูกมัดคณะรัฐมนตรีในการที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุตามแนวนโยบายนั้นแล้ว ยังเป็นการบอกให้รัฐสภาทราบเพื่อจะได้คอยติดตามหรือทวงถามได้" (รธน.มาตรา ๑๖๒ " คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดย ไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้" ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๕)
"ครม.จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่" เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ เป็นวันแห่งหน้าประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย นับตั้งแต่มีนายกรัฐนมตรีคนแรกตั้งแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ วันนี้ จึงขอขยับ ปรับอารมณ์ จากกฎหมายอาญา มายังกฎหมายรัฐธรรมนูญบ้างนะครับ เพื่อดูว่า ต่อจากนี้ กว่าที่ ครม.ชุดใหม่จะเข้าบริหารบ้านเมืองได้ จะต้องมีการดำเนินการอะไร ภายในกรอบระยะเวลาอะไรบ้าง ๑. นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ รายชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (รธน. มาตรา ๑๕๘ "พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีก ไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน") ๒. รัฐมนตรีที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ (รธน.มาตรา ๑๖๑ "ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้ "ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" ในกรณีที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนที่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้คณะรัฐมนตรีนั้นดำเนินการตามมาตรา ๑๖๒ วรรคสองได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๘ (๑) พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นับแต่ วันที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมดังกล่าว" ๓. ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เจ้ารับหน้าที่ (รธน.มาตรา ๑๖๒ " คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดย ไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้" ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๔)
"ลักทรัพย์สำเร็จ แล้วเปลี่ยนใจเอามาคืน ไม่ถือว่ากลับใจแก้ไขนะครับ" สองอีพีที่ผ่านมา คุยเรื่องการกลับใจแก้ไขในการกระทำความผิด ว่า หากใครก็ตาม ได้ "พยายาม" กระทำความผิดแล้ว แต่ยับยั้งเสียเอง ไม่กระทำให้ตลอดจนความผิดสำเร็จ หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล กฎหมายบอกว่า คนนั้นไม่ต้องรับโทษฐานพยายามกระทำความผิด (ดูมาตรา ๘๒ กฎหมายอาญา) และตัวอย่างเมื่อวานคือ เกิดสุดชั่วหยิบขวดเหล้าในตู้และยกออกจากที่วางไว้แล้ว ซึ่งกฎหมายถือว่าความผิดลักทรัพย์สำเร็จแล้ว (ไม่ใช่แค่พยายาม) แล้วเกิดปิ๊งแว๊บถึงบาปบุญคุณโทษจากการขโมยของ เลยเปลี่ยนใจ นำกลับไปวางที่เดิม อย่างนี้ จะถือว่า เข้าหลักกฎหมาย "ยับยั้ง กลับใจแก้ไข" ตามหลักกฎหมายข้างบน ทำให้สุดชั่วไม่ต้องรับโทษฐานลักทรัพย์ หรือไม่ คำตอบคือ หลักเรื่องยับยั้งกลับใจทำให้ไม่ต้องรับโทษ จะต้องเป็นกรณี "พยายาม" กระทำความผิด เท่านั้น แต่หากความผิดสำเร็จแล้ว อย่างนี้ จะอ้างเรื่องกลับใจแก้ไข ทำให้ตนไม่ต้องรับโทษไม่ได้ ดังนั้น สุดชั่วจึงไม่ได้รับอานิสงค์จากกฎหมายอาญา มาตรา ๘๒ นะครับ หมายเหตุ กฎหมายอาญา มาตรา ๘๒ ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายาม กระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วต้องบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๓)
"พยายามลักทรัพย์ แต่ไม่สำเร็จ เพราะเจ้าของขัดขืน ไม่ถือว่ากลับใจแก้ไขนะครับ" เมื่อวาน คุยเรื่องการกลับใจแก้ไขในการกระทำความผิด ว่า หากใครก็ตาม ได้ "พยายาม" กระทำความผิดแล้ว แต่ยับยั้งเสียเอง ไม่กระทำให้ตลอดจนความผิดสำเร็จ หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล กฎหมายบอกว่า คนนั้นไม่ต้องรับโทษฐานพยายามกระทำความผิด (ดูมาตรา ๘๒ กฎหมายอาญา) และตัวอย่างเมื่อวานคือ สุดชั่วเกิดปิ๊งแว๊บถึงบาปบุญคุณโทษจากการขโมยของ เลยเปลี่ยนใจ ซึ่งเข้าหลักกฎหมายข้างบน ทำให้สุดชั่วไม่ต้องรับโทษฐานพยายามลักทรัพย์ แต่สมมติว่าเหตุการณ์เปลี่ยนไป เป็นว่า สุดชั่วจับขวดเหล้าที่จะขโมยแล้วแต่ไม่ทันยกขวดเหล้าออกจากตู้ เพราะสุดสวยเอาขวดแก้วมาตีกบาลสุดชั่วก่อน ทำให้สุดชั่วลงไปกองอยู่กับพื้น อย่างนี้ ถือว่าสุดชั่วลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะสุดสวยมาขัดขวางไว้ ไม่ได้เกิดจากกรณีที่สุดชั่ว "ยับยั้ง" เสียเอง สุดชั่วจึงไม่ได้รับอานิสงค์จากกฎหมายอาญา มาตรา ๘๒ นะครับ หมายเหตุ กฎหมายอาญา มาตรา ๘๒ ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายาม กระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วต้องบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๖๒)
"พยายามลักทรัพย์ แต่เปลี่ยนใจเอง ไม่ต้องรับโทษทางอาญานะครับ" คืนหนึ่ง สุดชั่วเข้าไปในร้านของสุดสวย เพื่อจะขโมยเหล้าที่สุดสวยขายอยู่ในร้าน และเปิดตู้ที่เก็บเหล้าและจับขวดเหล้าเพื่อจะหยิบออกไป แต่ยังไม่ทันได้ยกขวดเหล้าออกจากตู้ ก็เกิดปิ๊งแว๊บขึ้นมาถึงบาปบุญคุณโทษจากการขโมยของ เลยเปลี่ยนใจ ไม่ขโมยเหล้าและปิดตู้ดังกล่าว สุดสวยตื่นมาเจอ ก็เลยเรียกให้ชาวบ้านมาจับสุดชั่ว อย่างนี้ ถือว่าสุดชั่วทำความผิดสำเร็จแล้วหรือยัง และต้องรับโทษอะไรหรือไม่ เรื่องนี้ ๑. การที่สุดชั่วเปิดตู้เหล้า และจับขวดเหล้า เพื่อจะหยิบออกไป ถือว่า สุดชั่ว "ลงมือ" กระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ๒. แต่....ความผิดฐานลักทรัพย์ ยังไม่สำเร็จ เพราะขวดเหล้าที่สุดชั่วหยิบ ยังไม่ได้ "เคลื่อนที่" ออกจากบริเวณที่มันถูกวางอยู่ ๓. จึงถือว่า สุดชั่ว ได้ "พยายาม" ลักทรัพย์แล้ว ตามกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ประกอบกับมาตรา ๘๐ ๔. แต่เนื่องจาก หลักกฎหมายอาญาบอกว่า ถ้าใครก็ตาม ได้ "พยายาม" กระทำความผิดแล้ว แต่ยับยั้งเสียเอง ไม่กระทำให้ตลอดจนความผิดสำเร็จ หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล กฎหมายบอกว่า คนนั้นไม่ต้องรับโทษฐานพยายามกระทำความผืด ดังนั้น เมื่อสุดชั่วแค่พยายามลักทรัพย์ แต่ก็เปลี่ยนใจเอง ที่จะไม่ลักทรัพย์ สุดชั่วจึงไมต้องรับโทษฐานพยายามลักทรัพย์ครับ หมายเหตุ กฎหมายอาญา มาตรา ๘๒ ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายาม กระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วต้องบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ ------------------------ Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ |
ปุกาศ ปุกาศ
Blog นี้ เป็นส่วนต่อยอดมาจาก ที่ admin เขียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ใน fanpage ผู้อ่านสามารถติดตามฉบับย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/Englawgreatbest ครับ Archives
April 2025
Categories |
RSS Feed