|
GreatBest Legal Issue (ฉ.๖๐๑)
"ขัดขืนหมายเรียก = เพียรเรียกหา "คุก" นะครับ" เมื่อวานพูดถึง "หมายเรียก" วันนี้ ก็ขอต่ออีกนิดนึงว่า หากได้รับหมายเรียก แล้วไม่ทำตามหมายเรียก จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ ขอบอกเลยว่า ถ้าได้รับหมายเรียกเมื่อไหร่ ต้องไปตามหมายเรียกนะครับ ไม่งั้นละก็ ผิดกฎหมายอาญาเลยน๊าาาาา โดย ๑. หากฝ่าฝืนหมายเรียกมาให้ถ้อยคำของพนักงานสอบสวน ต้องโทษจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕ พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๑๖๘ กฎหมายอาญา) ๒. หากเป็นหมายเรียกของศาล ต้องโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑ หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๑๗๐ กฎหมายอาญา) หมายเหตุ กฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๘ ผู้ใดขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัยการผู้ว่าคดีหรือพนักงาน สอบสวน ซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกิน ห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๑๗๐ ผู้ใดขัดขืนหมายหรือคำสั่งของศาลให้มาให้ถ้อยคำให้มาเบิกความหรือ ให้ส่งทรัพย์หรือเอกสารใดในการพิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖
0 Comments
GreatBest Legal Issue (ฉ.๖๐๐)
"หมายเรียก คือ หมายที่สั่งให้บุคคลมาพบเพื่อการใดการหนึ่ง" เมื่อวานเกริ่นไว้ว่า หมายตามกฎหมาย มีทั้ง "หมายเรียก" และ "หมายอาญา" วันนี้ เริ่มที่......หมายเรียก หมายเรียก คือ หมายที่สั่งให้บุคคลมาพบ (๑) พนักงานสอบสวน (๒) พนักงานฝ่ายปกครอง (๓) ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือ(๔) ศาล เพื่อสอบสวน /ไต่สวนมูลฟ้อง /พิจารณาคดี หรือ การอย่างอื่น เพราะถ้าไม่มีหมาย จะบังคับหรือสั่งให้บุคคลมาไม่ได้นะครับ โดยกฎหมายกำหนดว่าหมายเรียก จะต้องทำเป็นหนังสือ และมีข้อความดังนี้ (๑) สถานที่ออกหมาย (๒) วันเดือนปีที่ออกหมาย (๓) ชื่อและตำบลที่อยู่ของบุคคลที่ออกหมายเรียกให้มา (๔) เหตุที่ต้องเรียกผู้นั้นมา (๕) สถานที่ วันเดือนปีและเวลาที่จะให้ผู้นั้นไปถึง (๖) ลายมือชื่อและประทับตราของศาล หรือลายมือชื่อและตำแหน่งเจ้าพนักงาน ผู้ออกหมาย หมายเหตุ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๒ "การที่จะให้บุคคลใดมาที่พนักงานสอบสวนหรือมาที่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือมาศาลเนื่องในการสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณา คดี หรือการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้จักต้องมีหมายเรียกของ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือของศาล แล้วแต่กรณี แต่ในกรณีที่พนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไปทำการสอบสวนด้วยตนเอง ย่อมมีอำนาจที่จะเรียกผู้ต้องหาหรือพยานมาได้โดย ไม่ต้องออกหมายเรียก" มาตรา ๕๓ "หมายเรียกต้องทำเป็นหนังสือ และมีข้อความดั่งต่อไปนี้ (๑) สถานที่ออกหมาย (๒) วันเดือนปีที่ออกหมาย (๓) ชื่อและตำบลที่อยู่ของบุคคลที่ออกหมายเรียกให้มา (๔) เหตุที่ต้องเรียกผู้นั้นมา (๕) สถานที่ วันเดือนปีและเวลาที่จะให้ผู้นั้นไปถึง (๖) ลายมือชื่อและประทับตราของศาล หรือลายมือชื่อและตำแหน่งเจ้าพนักงาน ผู้ออกหมาย" ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๙ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๙)
"หมายตามกฎหมาย มีทั้งหมายเรียก หมายจับ หมายขัง และหมายค้น" ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดไว้ทั้ง "หมายเรียก" และ "หมายอาญา" และได้กำหนดต่อไปอีกว่า "หมายอาญา" คือหมายที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการ (๑) จับ (๒) ขัง (๓) จำคุก (๔) ปล่อย ผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ รวมถึง (๕) ค้น ซึ่งก็จะมีเหตุในการออกหมายแต่ละเรื่อง รวมถึงผู้ที่มีอำนาจออกหมาย แตกต่างกันไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งจะมาทยอยบอกเล่าเก้าสิบให้รับทราบต่อไปครับ หมายเหตุ นิยาม หมายอาญา ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา "หมายอาญา" หมายความถึงหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ ขัง จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ หรือให้ทำการค้น รวมทั้งสำเนาหมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรอง ว่าถูกต้อง และคำบอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเภทอื่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๗" ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๘ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๘)
"สัญญาจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย แม้ตกเป็นโมฆะ ผู้จ้างต้องให้เงินค่าจ้างแก่บริษัทด้วยนะ" ต่อจากเรื่องเมื่อวานที่สงบจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสงัด มาดูแลร้านทองของตน โดยบริษัทสงัดได้ทำหนังสือมีข้อความรับจ้างและลงลายมือชื่อของนายสงัด กรรมการผู้จัดการของบริษัท แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้สงบยึดถือไว้ ซึ่งผลทางกฎหมาย คือ สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ (มาตรา ๒๕ ของพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๘) คำถามคือ หากบริษัทได้มาให้บริการแก่ร้านทองของสงบแล้วเป็นระยะเวลา ๑ เดือน เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ ผลคือใครต้องทำอะไร หลักในเรื่องนี้ ก็คือ เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ ถือว่าสัญญานั้นเสียเปล่า (หรือไม่มีผล) มาตั้งแต่ต้น คู่สัญญากลับสู่จุดตั้งต้น (กฎหมายใช้คำว่า "กลับคืนสู่ฐานะเดิม") เหมือนเป็นการ reset เป็น "ศูนย์" เลย และหากมีทรัพย์สินที่จะต้องคืนแก่กัน ก็ต้องคืนแก่กันไปนะครับ เพียงแต่กฎหมายบอกว่า เวลาจะคืน ให้คืนแบบ "ลาภมิควรได้" (เปรียบเสมือนการได้มทรัพย์สินไปโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย ก็ต้องคืนทรัพย์ให้เจ้าของเขาไป) (ดูมาตรา ๑๗๒ + มาตรา ๔๐๖ กฎหมายแพ่ง ) ประเด็นสำคัญคือ กรณีของร้านทองสงบ ใครต้องคืนอะไร กรณีของบริษัทรักษาความปลอดภัยสงัด คงไม่มีอะไรต้องคืน เพราะเป็นผู้ให้บริการ แล้วก็ได้ให้บริการไปแล้ว จะมีก็คุณสงบล่ะครับ ที่ได้รับบริการเขามาแล้ว เหลือค่าจ้างที่จริง ๆ ต้องให้แก่บริษัท แต่เพราะสัญญาจ้างไม่มีผลตามกฎหมาย จะให้ค่าจ้าง ก็คงพูดลำบาก (ถ้าเราเป็นสงบ เราคงอ้างว่า ไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง เพราะกรณีนี้ ไม่มีสัญญาจ้างแล้ว คือ จะขี้โกงเขาอ่ะแหล่ะ) ประเด็นนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๒/๒๕๖๕ ว่า ๑.เมื่อการรักษาความปลอดภัยมีลักษณะเป็นการให้บริการอย่างหนึ่ง ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าทรัพย์สิ่งใดที่สามารถคืนกันได้ ตามมาตรา ๔๐๖ กฎหมายแพ่ง ๒.การคืนทรัพย์สินในกรณีนี้สามารถทำได้ด้วยการกำหนดให้สงบใช้เงินเป็นจำนวนเท่ากับบริการที่สงบได้รับจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ซึ่งได้ดำเนินการให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่สงบ เป็นเวลา ๑ เดือน ๓. ดังนั้น สงบจึงต้องรับผิดชำระเงิน ซึ่งเท่ากับค่าบริการรักษาความปลอดภัยจำนวน ๑ เดือน ตามสัญญาฉบับที่ตกเป็นโมฆะ ซึ่งหนี้ดังกล่าว เป็นหนี้เงิน สงบจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่บริษัทด้วย หมายเหตุ กฎหมายแพ่ง มาตรา ๑๗๒ "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่ง คนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ" มาตรา ๔๐๖ "บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อ ชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และ เป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่ เขา อนึ่งการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อ ชำระหนี้ด้วย บทบัญญัติอันนี้ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่ได้ทรัพย์มา เพราะเหตุอย่างใด อย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้วนั้นด้วย" ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๗ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๗)
"จ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้น เป็นโมฆะ" สงบจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสงัด มาดูแลร้านทองของตน โดยบริษัทสงัดได้ทำหนังสือมีข้อความรับจ้างและลงลายมือชื่อของนายสงัด กรรมการผู้จัดการของบริษัท แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้สงบยึดถือไว้ อย่างนี้ สัญญาจ้างดังกล่าว มีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบคือ ไม่นะครับ เพราะตกเป็นโมฆะ เนื่องจากมาตรา ๒๕ ของพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๘ กำหนดว่า การให้บริการรักษาความปลอดภัยต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากการให้บริการรักษาความปลอดภัย ไม่ได้มีการทำสัญญาเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะ ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๖ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๖)
"ให้สัญญากู้แทนของหมั้น ถือว่าการกู้ไม่บริบูรณ์ ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาไม่ได้" สืบเนื่องจากเรื่องเมื่อวานที่จักรชอบพอกับกะทิ จึงได้ขอกะทิกับพ่อแม่ของกะทิ แต่จักรไม่มีเงินที่จะเป็นของหมั้น จึงทำสัญญากู้เงินไว้ว่าตนกู้เงินจากกะทิ จำนวน ๕ หมื่นบาท และมอบให้ไว้แทนการให้ของหมั้น พอถึงกำหนดแต่งงาน จักรเปลี่ยนใจ กะทิจึงฟ้องเรียกร้องให้จักรส่งมอบเงินจำนวน ๕ หมื่นบาทตามสัญญากู้ กะทิสามารถเรียกเงินตามสัญญากู้ได้หรือไม่ เรื่องทำนองนี้ ศาลได้วินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๕๒/๒๕๐๖ ว่าสัญญากู้ที่จักรให้ไว้แก่กะทิ เป็นเพียงสัญญาจะให้ทรัพย์สินเป็นของหมั้นกันในวันข้างหน้า โดยจักรไม่ได้เงินกู้ไปจากกะทิจริง ถือว่าการกู้ไม่บริบูรณ์ กะทิจึงไม่สามารถเรียกเงินตามสัญญากู้ได้ หมายเหตุ กฎหมายแพ่ง มาตรา ๖๕๐ "อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สิน เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม" ขอบคุณจักรและกะทิ จากละครเรื่อง เสือตัดสิงห์ ลิงหลอกเจ้า นะครับ ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๕ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๕)
"ให้สัญญากู้แทนของหมั้น ยังไม่ถือว่าเป็นของหมั้น" จักรชอบพอกับกะทิ จึงได้ขอกะทิกับพ่อแม่ของกะทิ แต่จักรไม่มีเงินที่จะเป็นของหมั้น จึงทำสัญญากู้เงินไว้ว่าตนกู้เงินจากกะทิ จำนวน ๕ หมื่นบาท และมอบให้ไว้แทนการให้ของหมั้น พอถึงกำหนดแต่งงาน จักรเปลี่ยนใจ กะทิจึงฟ้องเรียกร้องให้จักรส่งมอบเงินจำนวน ๕ หมื่นบาท ในฐานะของหมั้นตามสัญญา จักรต้องให้เงิน ๕ หมื่นบาทในฐานะของหมั้นหรือไม่ เรื่องทำนองนี้ ศาลได้วินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๕๒/๒๕๐๖ ว่า ๑. ของหมั้นคือทรัพย์สินซึ่งฝ่ายขายให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานและประกันว่าชายจะสมรสกับหญิงนั้น ๒. สัญญากู้ที่จักรให้ไว้แก่กะทิ เป็นเพียงสัญญาจะให้ทรัพย์สินเป็นของหมั้นกันในวันข้างหน้า ยังมิได้มีการมอบหมายทรัพย์สินให้กันอย่างแท้จริง ๓. ในกรณีเช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าได้มีการให้ของหมั้นกันตามกฎหมาย จักรจึงไม่ต้องให้เงิน ๕ หมื่นบาทแก่กะทิ ขอบคุณจักรและกะทิ จากละครเรื่อง เสือตัดสิงห์ ลิงหลอกเจ้า นะครับ ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๔ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๔) "สมัครใจชกมวยพนันเอาเงินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่กรณีไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องร้องฐานทำร้ายร่างกายได้ " จักรกับคทาเป็นคู่อริกัน ท้ากันไปมา สุดท้าย ก็ท้าชกมวยเพื่อพนันกันเป็นเงิน จักรถูกคทาชกจนบาดเจ็บสาหัส จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ตำรวจเอาผิดคทาฐานทำร้ายร่างกาย ตามมาตรา ๒๙๕ กฎหมายอาญา จักรเป็นผู้เสียหายที่จะสามารถแจ้งความร้องทุกข์ฐานทำร้ายร่างกายได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้นะครับ เพราะจักรสมัครใจเข้าวิวาท และท้าพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย จักรจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย (ในทางกฎหมายเรียกว่า ผู้เสียหายโดยนิตินัย) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๘๓/๒๕๑๐ ขอบคุณจักรและคทา จากละครเรื่อง เสือตัดสิงห์ ลิงหลอกเจ้า นะครับ ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๓ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๓) "ลูกหนี้กู้เงินแล้วไม่นำไปใช้ตามที่บอกเจ้าหนี้ ไม่ถือว่าเป็นฉ้อโกงนะครับ" บริษัท มันนี่ ทำธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคล ได้ให้กู้ยืมเงินแก่ สิงห์ สีหราช โดยตอนที่ขอกู้ สิงห์ สีหราช ได้กรอกวัตถุประสงค์ในการกู้ว่า จะนำไปใช้ในครัวเรือน หลังจากที่ได้เงินกู้ไป สิงห์ สีหราช ไม่ได้นำเงินกู้ไปใช้ในครัวเรือนจริง แต่กลับนำไปใช้ให้จักร น้องชายร่วมสาบานแทน บริษัทมันนี่ จึงได้ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากสิงห์ และได้แจ้งความเพื่อร้องทุกข์ต่อตำรวจว่า สิงห์ สีหราช ฉ้อโกงบริษัท โดยหลอกลวงบริษัทเพื่อให้ได้เงินกู้ไป สิงห์ สีหราช ผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เรื่องทำนองนี้ ศาลได้วินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๓๖๒/๒๕๖๓ ว่า ๑. ความผิดฐานฉ้อโกง มีองค์ประกอบของความผิดคือ (ก) ผู้หลอกลวงมีเจตนาทุจริต (ข) หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และ (ค) ผลของการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้หลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ๒. การได้ไปซึ่งทรัพย์สิน ต้องเป็นผลโดยตรงจากการหลอกลวงหรือการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ๓. การที่บริษัทมันนี่ และสิงห์ สีหราช ทำสัญญากู้เงิน เป็นการทำสัญญาในทางแพ่งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และแม้ต่อมาสิงห์ สีหราชไม่สามารถชำระเงินตามสัญญา ก็เป็นเรื่องของการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ซึ่งบริษัทมันนี่มีสิทธิ์เรียกให้สิงห์ สีหราชชำระหนี้ได้ ๔. ส่วนพฤติการณ์การกระทำของสิงห์ สีหราช ที่แจ้งความจำนงว่าจะนำเงินกู้ยืมไปใช้ในครัวเรือนแต่กลับนำเงินไปใช้ในเรื่องอื่น จะถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือไม่ อันเป็นองค์ประกอบความผิดของการฉ้อโกงหรือไม่ ศาลพิจารณาว่า ก. ก่อนที่บริษัทมันนี่จะอนุมัติสินเชื่อให้แก่สิงห์ จะต้องมีเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อของสิงห์ว่า มีความสามารถในการชำระหนี้ได้หรือไม่ โดยพิจารณาจากอาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัยหรือภาระหนี้สินว่าเข้าหลักเกณฑ์ของบริษัทที่จะสามารถอนุมัติ ให้สินเชื่อได้หรือไม่ เพียงใด ข. การที่สิงห์จะนำเงินไปมอบให้บุคคลใด ก็ย่อมเป็นสิทธิของสิงห์ เพราะเมื่อได้รับเงินที่กู้ยืมจากบริษัทไปแล้ว สิงห์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ โดยมีเพียงหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทเท่านั้น หากผิดนัดบริษัทย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกให้สิงห์ชำระหนี้ได้ สิงห์จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบว่า สิงห์จะนำเงินที่กู้ยืมมาไปให้บุคคลใด อันจะถือว่าการที่ไม่แจ้งข้อความ ดังกล่าวเป็นการงดเว้นการที่จักต้องกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคท้าย ๕. ดังนั้น การกระทำของสิงห์ สีหราชจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ขอบคุณสิงห์ สีหราช จากละครเรื่อง เสือตัดสิงห์ ลิงหลอกเจ้า นะครับ ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ GreatBest Legal Issue (ฉ.๕๙๒)
"ยืมไม้คนอื่นมาสร้างบ้าน เวลาคืน ไม่จำเป็นต้องรื้อบ้านเพื่อคืนไม้อันเดียวกับที่ยืมมานะครับ" ตุ้มจะสร้างบ้านไม้เล็กๆ ในที่ดินของตนเอง แต่ยังขาดไม้ที่จะนำมาเป็นฝากั้นห้อง จึงไปขอยืมจากฝนเพื่อนของตนซึ่งเปิดร้านขายไม้อยู่ในหมู่บ้าน โดยตุ้มรับปากว่าจะนำไม้มาคืนให้แก่ฝนภายใน ๓ เดือน โดยฝนให้ตุ้มยืมไม้จำนวน ๒๐ แผ่น ปรากฏว่า เมื่อครบ ๓ เดือน ตุ้มก็ได้ไปหาซื้อไม้ที่มีขนาดและลักษณะเดียวกันกับที่ยืมมาจากฝน คืนให้ฝนครบตามจำนวน แต่ฝนปฏิเสธที่จะรับไม้นั้น โดยอ้างว่า ไม้ของตนมีเครื่องหมายของร้านติดไว้ ตุ้มจะต้องนำไม้แผ่นที่ยืมไปกลับมาคืน ตนไม่รับไม้จากร้านอื่น อย่างนี้ ตุ้มจะต้องรื้อฝาบ้านเพื่อนำไม้ที่มีตราร้านของฝน มาคืนให้แก่ฝนหรือไม่ คำตอบ คือ.... ไม่ต้องนะครับ เพราะ ๑.การยืมไม้ไปทำฝาบ้าน ถือว่าเป็น การยืมใช้สิ้นเปลือง --> หมายความว่า นำมาของที่ยืมมาใช้ ย่อมสิ้นไป หมดไป โดยกรณีนี้ ฝนก็ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า ตุ้มยืมไม้มาเพื่อสร้างบ้าน ย่อมต้องมีการเลื่อย ตัดแต่ง และนำไปประกอบเป็นส่วนของบ้าน ไม่มีทางที่จะนำไม้แผ่นดังกล่าวมาคืนได้ ๒. ผลทางกฎหมายก็คือ ตุ้มซึ่งเป็นผู้ยืมไม่จำเป็นจะต้องคืนไม้แผ่นที่ยืมมา แต่สามารถคืนไม้ที่มีขนาด ลักษณะ และจำนวนเดียวกับที่ยืมมา ให้แก่ฝนได้นะครับ (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๕/๒๕๐๕) หมายเหตุ กฎหมายแพ่ง มาตรา ๖๕๐ "อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สิน เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม" ----------------------- Great&Best Legal Knowledge Sharing ๒๑ กันยายน ๒๕๖๖ |
ปุกาศ ปุกาศ
Blog นี้ เป็นส่วนต่อยอดมาจาก ที่ admin เขียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ใน fanpage ผู้อ่านสามารถติดตามฉบับย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/Englawgreatbest ครับ Archives
April 2025
Categories |
RSS Feed